ถ้าเกิดถามคำถามว่า สินค้าเข้าที่มีค่าเยอะที่สุดเมื่อ 500 ปีที่ผ่านมา สำหรับชาวตะวันตก เป็นยังไง? ไม่ใช่ผ้าไหม ไม่ใช่กระดาษ และไม่ใช่เครื่องแก้ว แต่ว่าเป็น “เครื่องเทศ” ไม่ใช่ว่าชาวตะวันตกถูกใจของกินรสจัด แม้กระนั้นเป็นเนื่องจากว่าคุณลักษณะของเครื่องเทศสำหรับเพื่อการ “รักษาอาหาร” เพราะเหตุว่า 500 ปีที่ผ่านมาไม่มีตู้แช่เย็น การรักษาของกิน คือ ชีวิตที่สบายขึ้น
ในช่วงที่ยังไม่มีตู้แช่เย็น เครื่องเทศหลายแบบมีคุณภาพยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้ของกินเน่าบูด และก็มีกลิ่นหอมยวนใจที่จะช่วยกลบเหม็นคาวของเนื้อสัตว์
แต่ว่าด้วยอากาศของยุโรป ทำให้การเพาะปลูกเครื่องเทศไม่เป็นผล อย่างเดียวที่จะทำเป็น ก็คือ การนำเข้าจากประเทศตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศอินเดีย และก็เอเซียอาคเนย์ แล้วทางการขนส่งเครื่องเทศทำให้เกิดสมัย เรอเนซองซ์ได้เช่นไร?
ยินดีต้อนรับไปสู่ ซีรีส์บทความ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ขณะที่ 3 เรอเนซองซ์ (คริสต์ศักราช 1400 - คริสต์ศักราช 1499) ในยุคนั้น การขนส่งเครื่องเทศจากประเทศตะวันออกไปสู่ยุโรป ต้องผ่านเมืองคอนสแตนติเตียนโนเปิล หรือในขณะนี้เรียกว่า เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี
กรุงคอนสแตนว่ากล่าวโนเปิล เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์ในยุคนั้น มีพลเมืองส่วนมากเป็นชาวคริสต์ ซึ่งไบแซนไทน์ยังรักษาศิลป์ และก็วิทยาการของชาวภาษากรีก และก็ชาวโรมันไว้ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะแปรไป เมื่อกรุงคอนสแตนติเตียนโนเปิล ถูกยึดโดยชาวออตโตมันเติร์กซึ่งเชื่อในศาสนาอิสลามในปี ค.ศ. 1453 แล้วก็แปลงชื่อเป็นจักรวรรดิออตโตมัน
สุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 (Mehmed II) ได้บังคับให้ทุกคนจำเป็นต้องแปลงมานับถือศาสนาอิสลาม ถ้าไม่งั้น ลู่ทางมีอยู่ 2 ทาง เป็น ความตาย หรือไม่ก็ย้ายออกไป ชาวคริสต์ในกรุงคอนสแตนตำหนิโนเปิล รวมทั้งชาวอาหรับเล็กน้อยที่ไม่ชอบใจชาวเติร์ก ต่างย้ายถิ่นหนีตายออกมาจากจักรวรรดิออตโตมัน
บุคคลกลุ่มนี้เป็นอีกทั้งผู้รู้ นักประพันธ์ ผู้เก็บงานนิพนธ์จำนวนไม่น้อยของผู้เขียนชาวภาษากรีกรวมทั้งโรมัน ที่หาไม่ได้ในยุโรป ต่างหอบหิ้วองค์วิชาความรู้มาดำเนินการเป็นคุณครูรวมทั้งนักแปล ในนครรัฐต่างๆบนแหลมอิตาลี องค์วิชาความรู้อีกทั้งทางการแพทย์ ดาราศาสตร์ ศิลป์ สถาปัตยกรรม แล้วก็ปรัชญา
การปฏิสังขรณ์ศิลป์ แล้วก็วิทยาการของชาวภาษากรีก-โรมัน ให้ย้อนกลับมาอีกรอบ ก็เลยเสมือนเป็นการกำเนิดใหม่ ยุคนี้ก็เลยขึ้นชื่อว่าเป็นสมัยที่การเกิดใหม่ หรือ สมัยเรอเนซองซ์ (Renaissance) ในขณะนั้น เชื้อสายเมดิชี นายแบงก์คนมีอันจะกินที่นครรัฐฟลอเรนซ์ได้ชุบเลี้ยงนักแสดง เพื่อประดิษฐ์ผลงานศิลป์ ทำให้เชื้อสายพ่อค้าอื่นๆต่างก็พากันอุปการะนักแสดงด้วยเหมือนกัน กระทั่งเอามาสู่ความเจริญทางศิลป์ สถาปัตยกรรม และก็วิทยาศาสตร์
ฟิลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) คนเขียนแบบผู้ออกแบบโดมขนาดใหญ่ของมหาวิหารที่ฟลอเรนซ์ แปลงเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมที่สมัยเรอเนซองซ์ แล้วก็เป็นนักออกแบบผู้ก่อตั้งการร่างภาพแบบ Perspective ซึ่งเปลี่ยนเป็นต้นแบบพิมพ์เขียวของคนเขียนแบบในสมัยถัดมา
เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) อัจฉริยะรอบด้าน ผู้เป็นทั้งยังนักคิดค้น และก็นักแสดง จิตรกรภาพศิลป์ให้มีลักษณะเป็น 3 มิติ ผลงานที่โด่งดังเป็น “The Last Supper” และก็ “Mona Lisa” เป็นผู้ตั้งเล่าเรียนวิชากายส่วนศาตร์ พร้อมวาดเนื้อหาทางสรีรวิทยาของผู้คน ซึ่งเปลี่ยนเป็นฐานรากของการแพทย์ในช่วงถัดมา
การบูรณะศิลปวิทยาการได้แพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆทั่วยุโรป ที่ดินดินแดนเยอรมัน โยฮันเนส ข้าเทินกางร์ก ได้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นใน คริสต์ศักราช 1448 เพื่อใช้พิมพ์ไบเบิล แต่ว่าหัวข้อนี้เป็นจุดแปรไปชั่วกัลปวสานของโลกยุคสมัยใหม่ ด้วยเหตุว่าเป็นครั้งแรกที่วิชาความรู้ได้ถูกแพร่ระบาด เผยแพร่ได้อย่างเร็ว หนังสือและก็เอกสารทางด้านวิชาการ ถูกเผยแพร่อย่างล้นหลาม
พสกนิกรได้ศึกษา รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวิชาการเยอะมาก อีกทั้งข้อมูล วรรณกรรม แล้วก็วิชาความรู้ด้านภูมิศาสตร์ แต่ ในด้านเศรษฐกิจ จักรวรรดิออตโตมัน ควบคุมเส้นทางพาณิชย์ขายเครื่องเทศกับทวีปเอเชียทั้งปวง ทำให้สามารถตั้งกำแพงภาษีของ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ขนส่งไปยังยุโรปได้ตามที่ใจต้องการ
ส่วนนครรัฐบนแหลมอิตาลีได้รับสัมปทานการค้าขายจากจักรวรรดิออตโตมันต่ออีกทอดหนึ่ง การมัดขาดของทั้งคู่ดินแดน ทำให้ราคาของเครื่องเทศซึ่งสูงอยู่แล้ว พุ่งสูงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แปลงเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวตะวันตกเชื้อชาติอื่นจำเป็นต้องบากบั่นหาวิถีทางเพื่อไปยังทวีปเอเชียด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านทั้งยังอิตาลี และก็ออตโตมัน
ในยุคนั้นโลกยังถูกตรวจสอบไม่หมด แผนที่จะมีเส้นขอบที่เป็นปัญหาอยู่ องค์วิชาความรู้ที่แพร่หลายขณะนั้นเป็นของผู้มีปัญญาชาวภาษากรีกชื่อ ทอเลมี (Ptolemy) ที่พูดว่า โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม แล้วก็มีห้วงมหาสมุทรอยู่ล้อม
ถ้าโลกกลมจริงอย่าง ทอเลมี กล่าว โอกาสใหม่ที่จะไปสู่ทวีปเอเชียได้จากยุโรป ก็คือ การเดินทางออกไปอีกด้านหนึ่ง สู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ว่าตอนนั้น มหาสมุทรแอตแลนติก ถูกเรียกว่า สมุทรที่ความมืดมน ด้วยเหตุว่ามีอากาศหนาวจัด และก็เต็มไปด้วยลมพายุพัดร้ายแรง
การจะเดินทางออกสู่ห้วงมหาสมุทรที่นี้ควรมีผู้ส่งเสริมและสนับนุนที่มีและกำลังพล รวมทั้งมีฐานะป้อมคงจะพอเพียง “เมืองชาติ” ก็เลยเป็นคำตอบ ความเป็นต่อก็เลยตกแก่ประเทศในยุโรป ที่มีความเป็นเมืองชาติ รวมทั้งมีขอบเขตติดอยู่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก
ถ้าเกิดพวกเรามองดูไปบนแผนที่ยุโรป 4 ประเทศที่อยู่ซ้ายสุด ก็คือ อังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสเปน และก็ประเทศโปรตุเกส 4 ประเทศนี้จะมีหน้าที่สำคัญต่อการสำรวจโลกในเวลาถัดมา ท้ายที่สุดความเชื่อถือของ ทอเลมี นั้นจะมีคนใดกันมาพิสูจน์ การเดินทางออกไปทางมหาสมุทรแอตแลนติกจะเจอกับ อินเดียไหม ติดตาม ซีรีส์บทความเศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนหน้าได้ในอาทิตย์หน้า
ในช่วงที่ยังไม่มีตู้แช่เย็น เครื่องเทศหลายแบบมีคุณภาพยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่จะทำให้ของกินเน่าบูด และก็มีกลิ่นหอมยวนใจที่จะช่วยกลบเหม็นคาวของเนื้อสัตว์
แต่ว่าด้วยอากาศของยุโรป ทำให้การเพาะปลูกเครื่องเทศไม่เป็นผล อย่างเดียวที่จะทำเป็น ก็คือ การนำเข้าจากประเทศตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศอินเดีย และก็เอเซียอาคเนย์ แล้วทางการขนส่งเครื่องเทศทำให้เกิดสมัย เรอเนซองซ์ได้เช่นไร?
ยินดีต้อนรับไปสู่ ซีรีส์บทความ เศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ขณะที่ 3 เรอเนซองซ์ (คริสต์ศักราช 1400 - คริสต์ศักราช 1499) ในยุคนั้น การขนส่งเครื่องเทศจากประเทศตะวันออกไปสู่ยุโรป ต้องผ่านเมืองคอนสแตนติเตียนโนเปิล หรือในขณะนี้เรียกว่า เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี
กรุงคอนสแตนว่ากล่าวโนเปิล เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์ในยุคนั้น มีพลเมืองส่วนมากเป็นชาวคริสต์ ซึ่งไบแซนไทน์ยังรักษาศิลป์ และก็วิทยาการของชาวภาษากรีก และก็ชาวโรมันไว้ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะแปรไป เมื่อกรุงคอนสแตนติเตียนโนเปิล ถูกยึดโดยชาวออตโตมันเติร์กซึ่งเชื่อในศาสนาอิสลามในปี ค.ศ. 1453 แล้วก็แปลงชื่อเป็นจักรวรรดิออตโตมัน
สุลต่านเมห์เม็ดที่ 2 (Mehmed II) ได้บังคับให้ทุกคนจำเป็นต้องแปลงมานับถือศาสนาอิสลาม ถ้าไม่งั้น ลู่ทางมีอยู่ 2 ทาง เป็น ความตาย หรือไม่ก็ย้ายออกไป ชาวคริสต์ในกรุงคอนสแตนตำหนิโนเปิล รวมทั้งชาวอาหรับเล็กน้อยที่ไม่ชอบใจชาวเติร์ก ต่างย้ายถิ่นหนีตายออกมาจากจักรวรรดิออตโตมัน
บุคคลกลุ่มนี้เป็นอีกทั้งผู้รู้ นักประพันธ์ ผู้เก็บงานนิพนธ์จำนวนไม่น้อยของผู้เขียนชาวภาษากรีกรวมทั้งโรมัน ที่หาไม่ได้ในยุโรป ต่างหอบหิ้วองค์วิชาความรู้มาดำเนินการเป็นคุณครูรวมทั้งนักแปล ในนครรัฐต่างๆบนแหลมอิตาลี องค์วิชาความรู้อีกทั้งทางการแพทย์ ดาราศาสตร์ ศิลป์ สถาปัตยกรรม แล้วก็ปรัชญา
การปฏิสังขรณ์ศิลป์ แล้วก็วิทยาการของชาวภาษากรีก-โรมัน ให้ย้อนกลับมาอีกรอบ ก็เลยเสมือนเป็นการกำเนิดใหม่ ยุคนี้ก็เลยขึ้นชื่อว่าเป็นสมัยที่การเกิดใหม่ หรือ สมัยเรอเนซองซ์ (Renaissance) ในขณะนั้น เชื้อสายเมดิชี นายแบงก์คนมีอันจะกินที่นครรัฐฟลอเรนซ์ได้ชุบเลี้ยงนักแสดง เพื่อประดิษฐ์ผลงานศิลป์ ทำให้เชื้อสายพ่อค้าอื่นๆต่างก็พากันอุปการะนักแสดงด้วยเหมือนกัน กระทั่งเอามาสู่ความเจริญทางศิลป์ สถาปัตยกรรม และก็วิทยาศาสตร์
ฟิลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) คนเขียนแบบผู้ออกแบบโดมขนาดใหญ่ของมหาวิหารที่ฟลอเรนซ์ แปลงเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมที่สมัยเรอเนซองซ์ แล้วก็เป็นนักออกแบบผู้ก่อตั้งการร่างภาพแบบ Perspective ซึ่งเปลี่ยนเป็นต้นแบบพิมพ์เขียวของคนเขียนแบบในสมัยถัดมา
เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) อัจฉริยะรอบด้าน ผู้เป็นทั้งยังนักคิดค้น และก็นักแสดง จิตรกรภาพศิลป์ให้มีลักษณะเป็น 3 มิติ ผลงานที่โด่งดังเป็น “The Last Supper” และก็ “Mona Lisa” เป็นผู้ตั้งเล่าเรียนวิชากายส่วนศาตร์ พร้อมวาดเนื้อหาทางสรีรวิทยาของผู้คน ซึ่งเปลี่ยนเป็นฐานรากของการแพทย์ในช่วงถัดมา
การบูรณะศิลปวิทยาการได้แพร่หลายไปยังดินแดนต่างๆทั่วยุโรป ที่ดินดินแดนเยอรมัน โยฮันเนส ข้าเทินกางร์ก ได้ประดิษฐ์แท่นพิมพ์ขึ้นใน คริสต์ศักราช 1448 เพื่อใช้พิมพ์ไบเบิล แต่ว่าหัวข้อนี้เป็นจุดแปรไปชั่วกัลปวสานของโลกยุคสมัยใหม่ ด้วยเหตุว่าเป็นครั้งแรกที่วิชาความรู้ได้ถูกแพร่ระบาด เผยแพร่ได้อย่างเร็ว หนังสือและก็เอกสารทางด้านวิชาการ ถูกเผยแพร่อย่างล้นหลาม
พสกนิกรได้ศึกษา รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานทางด้านวิชาการเยอะมาก อีกทั้งข้อมูล วรรณกรรม แล้วก็วิชาความรู้ด้านภูมิศาสตร์ แต่ ในด้านเศรษฐกิจ จักรวรรดิออตโตมัน ควบคุมเส้นทางพาณิชย์ขายเครื่องเทศกับทวีปเอเชียทั้งปวง ทำให้สามารถตั้งกำแพงภาษีของ ผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ขนส่งไปยังยุโรปได้ตามที่ใจต้องการ
ส่วนนครรัฐบนแหลมอิตาลีได้รับสัมปทานการค้าขายจากจักรวรรดิออตโตมันต่ออีกทอดหนึ่ง การมัดขาดของทั้งคู่ดินแดน ทำให้ราคาของเครื่องเทศซึ่งสูงอยู่แล้ว พุ่งสูงมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แปลงเป็นแรงกระตุ้นให้ชาวตะวันตกเชื้อชาติอื่นจำเป็นต้องบากบั่นหาวิถีทางเพื่อไปยังทวีปเอเชียด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านทั้งยังอิตาลี และก็ออตโตมัน
ในยุคนั้นโลกยังถูกตรวจสอบไม่หมด แผนที่จะมีเส้นขอบที่เป็นปัญหาอยู่ องค์วิชาความรู้ที่แพร่หลายขณะนั้นเป็นของผู้มีปัญญาชาวภาษากรีกชื่อ ทอเลมี (Ptolemy) ที่พูดว่า โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม แล้วก็มีห้วงมหาสมุทรอยู่ล้อม
ถ้าโลกกลมจริงอย่าง ทอเลมี กล่าว โอกาสใหม่ที่จะไปสู่ทวีปเอเชียได้จากยุโรป ก็คือ การเดินทางออกไปอีกด้านหนึ่ง สู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ว่าตอนนั้น มหาสมุทรแอตแลนติก ถูกเรียกว่า สมุทรที่ความมืดมน ด้วยเหตุว่ามีอากาศหนาวจัด และก็เต็มไปด้วยลมพายุพัดร้ายแรง
การจะเดินทางออกสู่ห้วงมหาสมุทรที่นี้ควรมีผู้ส่งเสริมและสนับนุนที่มีและกำลังพล รวมทั้งมีฐานะป้อมคงจะพอเพียง “เมืองชาติ” ก็เลยเป็นคำตอบ ความเป็นต่อก็เลยตกแก่ประเทศในยุโรป ที่มีความเป็นเมืองชาติ รวมทั้งมีขอบเขตติดอยู่ที่มหาสมุทรแอตแลนติก
ถ้าเกิดพวกเรามองดูไปบนแผนที่ยุโรป 4 ประเทศที่อยู่ซ้ายสุด ก็คือ อังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสเปน และก็ประเทศโปรตุเกส 4 ประเทศนี้จะมีหน้าที่สำคัญต่อการสำรวจโลกในเวลาถัดมา ท้ายที่สุดความเชื่อถือของ ทอเลมี นั้นจะมีคนใดกันมาพิสูจน์ การเดินทางออกไปทางมหาสมุทรแอตแลนติกจะเจอกับ อินเดียไหม ติดตาม ซีรีส์บทความเศรษฐกิจโลก 1,000 ปี ตอนหน้าได้ในอาทิตย์หน้า
สนับสนุนโดย UFABET เว็บอันดับ 1 ของไทย
– มีเกมส์ให้เล่นมากที่สุด
– ราคาน้ำดี ให้ค่าคอมสูงที่สุด
– ฝากถอนโอนไว รวดเร็วทันใจ
– เล่นตรงกับบริษัท ปลอดภัยมั่นใจได้
– มีพนักงานพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง
– ราคาน้ำดี ให้ค่าคอมสูงที่สุด
– ฝากถอนโอนไว รวดเร็วทันใจ
– เล่นตรงกับบริษัท ปลอดภัยมั่นใจได้
– มีพนักงานพร้อมให้บริการ 24 ชั่วโมง

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น